บทที่ 2 ประเภทและ
ขนาดของคอมพิวเตอร์
 บทที่ 3 การค้นหาข้อมูล
ทางอินเตอร์เน็ต
 บทที่ 4 ความรู้ทั่วไป
เกี่ยวกับ Microsoft Access
 บทที่ 5 การสร้างฐานข้อมูลใน Microsoft Access
 บทที่ 6 การสร้างฐานข้อมูลด้วย Table Wizard
 บทที่ 7 การใช้งาน Query
 

     13. เข้าใจหลักการทำงาน บทบาท และประโยชน์ของระบบคอมพิวเตอร์
      14. เข้าใจหลักการเบื้องต้นของระบบสื่อสารข้อมูลและพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ     และ  ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

      15. สามารถนำหลักการประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศมาใช้ในกระบวนการทำงาน

 

ประวัติของคอมพิวเตอร์
ในยุคอดีตดึกดำบรรพ์  มนุษย์รู้จักวิธีการนับโดยการใช้นิ้ว  กิ่งไม้ ก้อนหิน ลูกปัด มีการขีดเขียน ตามผนังถ้ำ เพื่อนับจำนวน
ต่อมาในสมัยก่อนประวัติศาสตร์  ชาวจีน ได้คิดค้นเครื่องมือที่ช่วยในการนับเป็นครั้งแรก โดยการนำเอา ลุกปัด มาร้อยเป็นพวง ซึ่งสมัยโบราณ เรียกว่า “ลูกคิด (Abacus)” ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการนับมนุษย์คิดขึ้นเป็นสิ่งแรกของโลก และยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

ความหมายของคอมพิวเตอร์
         คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การคำนวณ ในภาษาไทยเรียกว่า เครื่อง คณิตกรณ์ (อ่านว่า คะ-นิด-ตะ-กอน)  เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ผลิตขึ้น เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ในปัจจุบันเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ใช้ในการช่วยแก้ปัญหาการทำงาน เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
      ดังนั้น คอมพิวเตอร์ หมายถึง สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานด้วยระบบไฟฟ้าที่มนุษย์สร้างขึ้นมา เพื่อช่วยเหลืองานที่ซับซ้อนยุ่งยาก หรืองานที่มีปริมาณมากให้เสร็จด้วยความถูกต้อง แม่นยำในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งยังช่วยงานในด้านการบันเทิงได้อีก   

 การทำงานของคอมพิวเตอร์

 การทำงานของคอมพิวเตอร์เป็นระบบการทำงานที่เรียกว่า  "วงจร  ไอพีโอ"  (IPO)    ย่อมาจากคำว่า  
                                                    I          ย่อมาจาก      Input
                                                    P         ย่อมาจาก      Process
                                                    O         ย่อมาจาก      Output
                ในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์   เครื่องคอมพิวเตอร์มีการทำงานหลักอยู่  3  ขั้นตอนดังนี้  
                1. การนำข้อมูลเข้า (Input)   เป็นการป้อนข้อมูลเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านแป้นพิมพ์ (Keyboard)  หรือเมาส์ (Mouse)
                2. การประมวลผล (Process)  เมื่อนำข้อมูลเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว  เครื่องก็จะดำเนินการกับข้อมูลตามที่ได้รับ  โดยใช้หน่วยประมวลผลกลาง  หรือ CPU เป็นตัวประมวลผลข้อมูล  
                 3.ข้อมูลผลลัพธ์ หรือการแสดงผลข้อมูล (Output) เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลเสร็จ  เครื่องก็จะ  แสดงผลลัพธ์ที่ประมวลผลได้ให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ดูผลที่เกิดขึ้น  โดยจะแสดงผลลัพธ์ออกมาทางจอภาพ (Monitor)  หรือเครื่องพิมพ์ (Printer) หรือบางครั้งแสดงผลลัพธ์ออกมาเป็นเสียงโดยผ่านทางลำโพง (Speaker)   เป็นต้น
                   1. นักเรียนสามารถบอกหลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์  คือ รับรู้   คิด  
และโต้ตอบได้
                   2. นักเรียนเปรียบเทียบการทำงานของส่วนประกอบคอมพิวเตอร์กับการทำงาน
       ของอวัยวะคนได้
การทำงานของคน
        คนเรามีหลักการทำงานเป็น  3  ขั้นตอน  คือ    รับรู้   คิด  และโต้ตอบ
         รับรู้           คือ   การรับข้อมูลเข้าสู่ในร่างกายทางอวัยวะต่างๆ   
         คิด             คือ   การคิดหรือประมวลผลภายในสมอง
        โต้ตอบ       คือ   การแสดงผลลัพธ์หรือปฏิกิริยาโต้ตอบทางร่างกาย   เช่น  ถ้าเราเอามือของเราไปแตะแก้วที่ใส่น้ำร้อนจัด  จะรับรู้ถึงความร้อนที่ผ่านจากแก้วมาที่มือแล้วส่งความรู้สึกไปที่สมอง   สมองเราก็จะคิดว่าร้อนมาก  และสั่งว่าต้องรีบเอามือออก  ปฏิกิริยาโต้ตอบของเราก็คือ   รีบเอามือออกจากแก้วน้ำร้อนนั้น
 หรือถ้าครูให้โจทย์คณิตศาสตร์นักเรียนมาหนึ่งข้อ  คือ  ให้หาคำตอบของ  10  บวก  10  ให้นักเรียนคิดหาคำตอบและตอบครู  นักเรียนจะมีวิธีการขั้นตอนทำงานดังนี้

การทำงานของคอมพิวเตอร์มีลักษณะคล้ายกับคน  คือ  รับรู้   คิด  และโต้ตอบ เป็น  3  ขั้นตอนเช่นกัน    แต่เครื่องคอมพิวเตอร์มีอวัยวะในการรับรู้   คิด และโต้ตอบต่างจากคน คือ
           รับรู้ข้อมูลที่ป้อนผ่านทางแป้นพิมพ์              คิดประมวลผลด้วยหน่วยประมวล                โต้ตอบหรือแสดงผลลัพธ์
           ที่เปรียบเหมือนอวัยวะรับรู้ของ        ===>    ผลกลางที่เปรียบเหมือนสมองของ  ===>  ผ่านทางจอภาพที่เปรียบเหมือน
            เครื่องคอมพิวเตอร์  โดยพิมพ์                     เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการ                    อวัยวะโต้ตอบของเครื่องคอม
            10 + 10  ทางแป้นพิมพ์                             คำนวณ  10 + 10 = 20                   พิวเตอร์แสดงคำตอบ 20

 

เปรียบเทียบการทำงานส่วนประกอบคอมพิวเตอร์กับการทำงานอวัยวะของคน
 
อวัยวะของคนที่ทำหน้าที่ช่วยในการประมวลผล
              1. อวัยวะในการรับรู้ข้อมูลของคนมีหลายอย่างดังนี้
                    1.1  การรับรู้จากการสัมผัสด้วยมือ  เช่น  รับรู้ว่าร้อนหรือเย็น   แข็ง หรือ  อ่อนนุ่ม   เรียบหรือขรุขระ
                    1.2  การรับรู้จากการสัมผัสดวยลิ้น   เช่น  รับรู้ว่าร้อนหรือเย็น  รับรู้รสต่างๆ
                    1.3  การรับรู้จากการสัมผัสด้วยตา    เช่น  การรู้ด้วยการมองเห็นภาพ   ตัวอักษร  หรือตัวเลข
                    1.4  การรับรู้จากการสัมผัสด้วยหู     เช่น   รับรู้ด้วยการได้ยิน  ได้ฟังเสียง
                    1.5  การรับรู้จากการสัมผัสด้วยจมูก   เช่น  รับรู้ด้วยการได้กลิ่นต่างๆ  
              2. อวัยวะในการคิดประมวลผลของคน  คือ  สมอง และความรู้สึกที่จดจำไว้ในสมอง
              3. อวัยวะในการโต้ตอบหรือแสดงผล  มีหลายอย่าง  ดังนี้
                    3.1 การโต้ตอบหรือแสดงผลทางปาก   เช่น  การแสดงคำตอบด้วยการพูด
                    3.2 การโต้ตอบหรือแสดงผลทางมือหรือร่างกาย   เช่น  การแสดงคำตอบด้วยภาษามือ   ภาษาท่าทาง
 การเขียนคำตอบลงกระดาษ  ฯลฯ
                    3.3 การโต้ตอบหรือแสดงผลทางสีหน้า   เช่น   การแสดงคำตอบด้วยสีหน้า   ท่าทาง
ตารางเปรียบเทียบอวัยวะคนกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

ขั้นตอน

อวัยวะของคน

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

รับรู้

ตา
มือ
หู
 จมูก
ลิ้น

แป้นพิมพ์ (Keyboard)
เมาส์ (Mouse)
เครื่องสแกนภาพ (Scanner)
เครื่องอ่านบัตรแถบแม่เหล็ก
(Magnetic Card Reader)
อุปกรณ์แปลงสัญญาณเสียง
(Multimedia

คิด

สมอง

หน่วยประมวลผลกลาง
(CPU : Central Processing Unit)

โต้ตอบ

ปาก
มือ
ร่างกาย

จอภาพ (Monitor)
เครื่องพิมพ์ (Printer)
ลำโพง  หูฟัง  (Speaker)

ยุคของคอมพิวเตอร
1. ยุคที่หนึ่ง (First Generation)        ยุคนี้เริ่มตั้งแต่ ค.ศ. 1944   เป็นต้นมา  หรือประมาณปี พ.ศ.2494 – 2502 เทคโนโลยีที่ใช้สร้างคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จะใช้หลอดสุญญากาศ และวงจรไฟฟ้า ซึ่งต้องใช้พลังความร้อนในขณะทำงานสูง ดังนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จึงมีขนาดใหญ่และต้องใช้เครื่องปรับอากาศมาช่วยในการระบายความร้อน นอกจากนั้นยังมีการใช้เทปกระดาษหรือบัตรเจาะรูในการรับส่งข้อมูล สำหรับปัญหาที่เกิดในยุคนี้จะเป็นปัญหาในด้านการบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องเพื่อให้เครื่องสามารถทำงานได้ นอกจากนั้นการใช้คำสั่งในการสั่งงานก็ค่อนข้างยาก เพราะสวนมากแล้วในการทำงานต้องสั่งงานโดยใช้ภาษาเครื่อง (Machine Language) ซึ่งจะถือเป็นภาษาระดับต่ำ รหัสคำสั่งต่าง ๆ จะจดจำค่อนข้างยาก การใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานทางด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ส่วนงานทางด้านธุรกิจมีการเริ่มใช้ในยุคนี้เช่นกัน แต่มีการใช้ที่ค่อนข้างน้อย
2. ยุคที่สอง (Second Generation) ยุคนี้เริ่มในปี ค.ศ. 1957 หรือประมาณปี พ.ศ. 2502-2507 ในยุคนี้ได้มีการ
ริเริ่มนำเอาทรานซิสเตอร์ (Transistor) และไดโอด (Diodes) มาใช้แทนหลอดสูญญากาศ ซึ่งมีขนาดเล็ก มีราคาถูกลง
และทำงานได้เร็วขึ้น ขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเล็กลงตามไปด้วย ในการทำงานจะใช้วงแหวนแม่เหล็ก สำหรับเก็บข้อมูล
และใช้เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กเป็นสื่อในการรับส่งข้อมูล นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มอุปกรณ์ ในการรับข้อมูล และอุปกรณ์ใน
การแสดงผลลัพธ์อีกมากมาย มีการใช้เครื่องพิมพ์ จานแม่เหล็ก บัตรเจาะรู จอภาพ และแป้นพิมพ์เป็นเครื่องปลายทาง ในยุคนี้ได้เปลี่ยนจากการสั่งงานด้วยภาษาเครื่องเป็นการใช้สัญลักษณ์แทนจึงทำให้การสั่งงานง่ายขึ้นและมีภาษาระดับสูง
บางภาษาเกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน
3. ยุคที่สาม (Third Generation) เริ่มในปี ค.ศ. 1965 ในยุคนี้มีการนำเอาวงจรผนึกมาใช้แทนทรานซิสเตอร์ ทำให้คอมพิวเตอร์ในยุคนี้มีขนาดเล็กลงไปอีก ความเร็วก็สูงขึ้นและราคาก็ลดลงไปอีก มีการพัฒนาโปรแกรมกว้างขวางขึ้น และมีการเริ่มใช้ภาษาระดับสูงมาช่วยในการเขียนโปรแกรม จึงมีหลายบริษัทเริ่มผลิตโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ในการทำงาน

 

4. ยุคที่สี่ (Fourth Generation) เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 มีการนำเอาแผงวงจรรวมมาใช้แทนวงจรผนึก และมีการปรับปรุงอุปกรณ์อื่น ๆ ให้มีความสามารถสูงขึ้น จึงทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้เร็วขึ้น นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนหน่วยความจำจากวงแหวนแม่เหล็กมาเป็นหน่วยความจำสารกึ่งตัวนำ    มีการผลิตไมโครโพรเซสเซอร์ขึ้นทำให้มีการสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer) และขนาดเล็ก (Microcomputer) ขึ้นมาเพื่อขาย ความเหมาะสมในการใช้งานในแต่ละประเภท ในยุคนี้มีประชาชนสนใจคอมพิวเตอร์มากขึ้น ทำให้มีการใช้อย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ครูอาจารย์ นายแพทย์ นักธุรกิจ เป็นต้น

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
              นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันจะพบว่าคอมพิวเตอร์มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปมากทั้งทางด้านฮาร์ดแวร์และทางด้านซอฟต์แวร์ เพื่อให้ทันสมัยและรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ สำหรับการเปลี่ยนแปลงทางด้านฮาร์ดแวร์นั้นได้มีวิวัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงดังนี้
ปี ค.ศ. 1981      ได้ผลิตเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นไอบีเอ็มพีซีขึ้น โดยบริษัทอินเทล ในรุ่นนี้ใช้ CPU เบอร์ 8088 ซึ่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดของเครื่องพีซีนปัจจุบัน
ปี ค.ศ. 1982      ได้พัฒนาเป็นรุ่นไอบีเอ็มพีซีเอ็กซ์ที (IBM PC/XT) มีการออกแบบวงจรภายในใหม่ ให้มีขนาดเล็กลงและทำงานรวดเร็วขึ้น แต่ยังคงใช้ CPU เบอร์ 8088 ของอินเทล เครื่องรุ่นนี้สามารถติดตั้งฮาร์ดดิสก์ได้มีการเปลี่ยนไปจากเดิม คือ 8 เซกเตอร์ต่อแทรก เป็น 9 เซกเตอร์ต่อแทรก ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้นเป็น 360 กิโลไบต์
ปี ค.ศ. 1985      ได้พัฒนาเป็นรุ่นไอบีเอ็มพีซีเอที (IBM PC/AT) ในรุ่นนี้ได้เปลี่ยนไปใช้ CPU เบอร์ 80286 ซึ่งเป็นตัวใหม่ของบริษัทอินเทลในการเก็บข้อมูลก็มีการเพิ่มฮาร์ดดิสก์ ให้มีความจุเพิ่มขึ้นเป็น 20 เมกะไบต์ ฟลอปปี้ดิสก์ก็สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 1.2 เมกะไบต์ ทำให้มีประสิทธิภาพสูงและทำงานเร็วกว่ารุ่นไอบีเอ็มเอ็กซ์ที
ปี ค.ศ. 1987      บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างคอมพิวเตอร์รุ่น PS/2 ขึ้นมา ในรุ่นนี้ฮาร์ดดิสก์จะมีความจุมากขึ้น ฟลอปปี้ดิสก์ก็เพิ่มความจุจากเดิม 720 กิโลไบต์ เป็น 1.44 เมกะไบต์ และเปลี่ยนเป็นแผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว
ปีต่อมา   ได้พัฒนาเป็นเครื่องมือที่ใช้ไมโครโพรเซสเซอร์เบอร์ 80386 ของอินเทล ซึ่งมีขนาด 32 บิต และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องเอทีมาก แต่ก็มีปัญหาหนึ่งของเครื่อง 386 คือระบบปฏิบัติการและแอพพลิเคชั่นที่ผ่านมาถูกพัฒนาขึ้นมาบนเครื่องพีซีธรรมดาเท่านั้น โปรแกรมเหล่านั้นจึงไม่สามารถใช้ความสามารถของ ซีพียู 80386 ได้เต็มที่นักจะมีก็แต่ความเร็วที่สูงขึ้นเท่านั้น
ปัจจุบัน บริษัท อินเทล ได้พัฒนาเครื่องพีซี 586 (Pentium) ขึ้นมา เพื่อการใช้งานกับแอพพลิเคชั่นบนวินโดวส์โดยเฉพาะและรองรับความเร็วของซีพียูได้ สำหรับในปัจจุบันรุ่นนี้เป็นรุ่นที่กำลังได้รับความนิยมในการทำงานค่อนข้างสูง


TOP